abram

ตอนที่ 1  อับรามถวายสิบลดแก่กษัตริย์เมลคีเซเดค

มีชาวคริสเตียนส่วนหนึ่งเข้าใจว่า การถวายสิบลดเป็นข้อบังคับที่ชาวคริสเตียนต้องทำในพันธสัญญาใหม่ และอีกส่วนหนึ่งเชื่อว่า จะถวายสิบลดเต็มจำนวนก็ได้หรือไม่ถวายเต็มจำนวนก็ได้ จริงๆ แล้วควรจะต้องปฏิบัติเช่นไร และถวายเพื่ออะไร

*****************************

อ้างอิงจากบทความ (คลิกที่นี่)  กล่าวว่า

การถวายสิบลดเป็นแนวความคิดที่มาจากพระคัมภีร์เดิม การถวายสิบลดเป็นกฎข้อบังคับสำหรับคนอิสราเอลทุกคน คนอิสราเอลจะต้องถวาย 10% ของทุกสิ่งที่เขาหามาได้และเพาะปลูกได้ไว้ที่พลับพลาหรือพระวิหาร (เลวีนิติ 27:30; กันดารวิถี 18:26; เฉลยธรรมบัญญัติ 14:24; 2 พงศ์ศาวดาร 31:5) บางคนเข้าใจว่าการถวายทศางค์ในพันธสัญญาเดิมเปรียบเสมือนการเสียภาษี เพื่อให้ปุโรหิตและคนเลวีได้มีกินมีใช้ ในพันธสัญญาใหม่ไม่มีที่ไหนสั่งหรือแม้แต่แนะนำให้คริสเตียนยอมรับกฎแห่งการถวายสิบลดอย่างเป็นทางการ ท่านอาจารย์เปาโลบอกว่าผู้เชื่อควรแยกรายรับไว้ส่วนหนึ่งเพื่อสนับสนุนคริสตจักร (1 โครินธ์ 16:1-2).

“ตามที่พระเจ้าได้ทรงให้ท่านจำเริญขึ้น” (1 โครินธ์ 16:2). คริสตจักรยกเอาตัวเลข 10% มาจากทศางค์ในพันธสัญญาเดิมแล้วนำมาประยุกต์ว่าเป็นจำนวน “ขั้นต่ำที่แนะนำ” สำหรับคริสเตียนในการถวาย อย่างไรก็ตามคริสเตียนไม่ควรมีความรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องถวายเสมอ เขาควรถวาย “ตามที่พระเจ้าได้ทรงให้ท่านจำเริญขึ้น” นี่หมายความว่า บางครั้งอาจมากกว่าจำนวนทศางค์ บางครั้งอาจน้อยกว่า ทั้งหมดขึ้นอยู่ก้บความสามารถของเขาและความจำเป็นของคริสตจักร คริสเตียนทุกคนควรอธิษฐานขอสติปัญญาจากพระเจ้าว่าเขาควรถวายหรือไม่และ/หรือ เท่าไหร่ (ยากอบ 1:5) “ทุกคนจงให้ตามที่เขาได้คิดหมายไว้ในใจ มิใช่ให้ด้วยนึกเสียดาย มิใช่ให้ด้วยการฝืนใจ เพราะว่าพระเจ้าทรงรักคนนั้นที่ให้ด้วยใจยินดี” (2 โครินธ์ 9:7).

เครดิต: https://www.gotquestions.org/Thai/Thai-tithing.html

*****************************

การถวาย “สิบลด” มีให้เห็นอยู่ในพันธสัญญาเดิม ในยุคที่พระเยซูยังไม่เกิด สมัยนั้นยังไม่มีโบสถ์ มีแต่ปุโรหิต  แล้วทำไมจึงมีการถวายล่ะ วัตถุประสงค์ของการถวายสิบลดในพันธสัญญาเดิมเพื่ออะไร

ผู้เขียนจึงขอนำเสนอและเรียบเรียงเรื่องราวเกี่ยวกับการถวายสิบลดโดยอ้างอิงจากพันธสัญญาเดิม และ พันธสัญญาใหม่ โดยแบ่งออกเป็นหลายตอน แต่ละตอนจะมีความละเอียดมากน้อยแตกต่างกัน แต่พยายามจะอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด ขอให้พี่น้องได้ใช้เวลาอ่านและใคร่ครวญอย่างละเอียด 

ตอนที่ 1 อับรามถวายสิบลดแก่กษัตริย์

อับรามคือ ใคร

อับราม เป็นบุตรของ เทราห์  มีน้องชายอีก 2 คน ชื่อ นาโฮร์ และน้องชายคนสุดท้องชื่อ ฮาราน

ฮาราน มีบุตรชาย ชื่อ โลท

อับรามมีภรรยา ชื่อ นางซาราย ที่เป็นหมัน >> อ่าน ปฐมกาล 11:27-30

ก่อนอ่านสรุปย่อข้างล่างนี้ เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น อยากให้พี่น้อง  อ่าน ปฐมกาล 14 ก่อน

สรุปย่อ:

ในบทปฐมกาล 14 ได้กล่าวถึง อับราฮัมได้ไล่ล่าข้าศึกและริบเอาทรัพย์สินคืนมาให้ญาติชื่อ โลท ทั้งหมด แล้วถวายสิบลดแก่กษัตริย์เมลคีเซเดค

ผู้เขียนได้สรุปโดยย่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น โดยให้ผู้อ่านนึกภาพก่อนว่า มีกลุ่มกษัตริย์พันธมิตร อยู่ 2 กลุ่ม โดยจะแยกได้ ดังนี้

กลุ่มที่หนึ่ง กล่าวถึง กษัตริย์ทั้งสี่ (ที่เป็นพันธมิตรต่อกัน) คือ

  1. กษัตริย์อัมราเฟล (แห่งชินาร์)
  2. กษัตริย์อารีโอค (แห่งเอลลาสาร์)
  3. กษัตริย์เคโดร์ลาโอเมอร์ (แห่งเอลาม)
  4. กษัตริย์ทิดาล (แห่งโกยิม)

กลุ่มที่สอง มีกษัตริย์ทั้ง 5 (ที่เป็นพันธมิตรต่อกัน) คือ

  1. กษัตริย์เบรา (แห่งโสโดม)
  2. กษัตริย์บิรชา (แห่งโกโมราห์)
  3. กษัตริย์ชินาย (แห่งอัดมาห์)
  4. กษัตริย์เซเมเบอร์ (แห่งเศโบยิม)
  5. กษัตริย์แห่งเบลา (คือเมืองโศอาร์)

กษัตริย์ทั้ง 4 (กลุ่มที่หนึ่ง) ได้รวมทัพไปรบกับ กษัตริย์ทั้ง 5 (กลุ่มที่สอง) ซึ่งรวมตัวกันอยู่ที่หุบเขาสิดดิม เรียกว่าแถวทะเลตาย (the Salt Sea) ทะเลตาย คือ น้ำทะเลที่มีความเข้มข้นของเกลือคลอไรด์และโบรไมด์มากกว่าน้ำทะเลอื่นๆ ในโลกถึง 5 เท่า จึงเป็นน้ำทะเลที่มีความเข้มข้นมากที่สุดในโลก

กษัตริย์ทั้ง 4 (กลุ่มที่หนึ่ง) รบกับ กษัตริย์ทั้ง 5 (กลุ่มที่สอง)

ผลการรบ: กษัตริย์ทั้ง 5 (กลุ่มที่สอง) แพ้ จึงยอมขึ้นต่อกษัตริย์เคโดร์ลาโอเมอร์ (แห่งเอลาม)->(กษัตริย์ในกลุ่มที่หนึ่ง) เป็นเวลา 12 ปี พอขึ้นปีที่ 13 จึงเริ่มก่อกบฎ

ในปีที่ 14 กษัตริย์ทั้ง 4 (กลุ่มที่หนึ่ง) นำทัพโดย กษัตริย์เคโดร์ลาโอเมอร์ (แห่งเอลาม) ระหว่างทางที่จะไปปราบกบฎ ได้รบชนะ

-ชาวเรฟาอิม (ใน อัชเทโรทคารนาอิม)

-ชาวศูซิม (ในเขต ฮาม)

-ชามเอมิม (ใน ชาเวห์คีริยาธาอิม)

-ชาวโฮรี (ในแถบภูเขาเสลีร์ ถึง เอลปาราม ใกล้ทะเลทราย)

-ชาวเอนมิชปัท (ใน คาเดช)

-ชาวอามาเลข กับ ชาวอาโมไรต์ (ใน ฮาซาโซนทามาร์)

ขณะเดียวกัน กองทัพของกษัตริย์ ทั้ง 5 (กลุ่มที่สอง) ที่ก่อกบฎได้ตั้งแนวรบอยู่ที่หุบเขาสิดดิม

กษัตริย์ทั้ง 2 กลุ่ม ได้สู้รบกัน แต่เนื่องจากที่หุบเขาสิดดิม มีบ่อยางมะตอยมากหลายแห่ง เมื่อกองทัพของกษัตริย์แห่งโสโดมและกษัตริย์แห่งโกโมราห์ (ในกลุ่มที่สอง) แตกหนีมาบางคนตกลงไปในบ่อนั้น และที่เหลือก็หนีไปยังเนินเขา

ดังนั้นกษัตริย์ทั้ง 4 องค์ (กลุ่มที่หนึ่ง)ไล่ตามมาได้ ตีทัพแตก จึงได้ริบทรัพย์สมบัติ เสบียงอาหารของเมืองโสโดมและเมืองโกโมราห์ รวมทั้งจับตัวโลท (ญาติของอับราม) พร้อมทรัพย์สมบัติของโลทไปด้วย

เมื่ออับรามชาวฮีบรูทราบข่าว จึงไปเกณฑ์พันธมิตรและพี่น้อง (มัมเร เอชโคล์ และ อาเนอร์) รวบรวมกำลังพลบ่าวไพร่ที่ชำนาญศึกได้ 138 คน ไล่ตามไปจนถึงเมืองดาน โจมตีจนชนะ รุกไล่ข้าศึกไปถึงเมืองโฮบาห์ (ทางเหนือของเมืองดามัสกัส) ตามเอาทุกสิ่งกลับมาได้ รวมทั้งช่วยโลท ทรัพย์สมบัติของโลท พวกผู้หญิงและคนอื่นๆด้วย (โลทเป็นญาติของอับราม ที่ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองโสโดม แม้ว่าเขาจะเป็นคนชอบธรรม แต่เขาอาศัยอยู่ในกลุ่มคนไร้ศีลธรรม) 

อับราม บิดาของชาวฮีบรู เป็นคนแรกในพระคัมภีร์ที่ถูกเรียกว่า ชาวฮีบรู ตามปกติแล้วคนที่ไม่ใช่อิสราเอลมักใช้คำที่บ่งบอกเชื้อชาติในพระคัมภีร์ในความหมายที่ดูแคลน (เฃ่น ในปฐมกาล 39:17>>แล้วนางจึงเล่าเรื่องนี้ให้สามีฟังว่า “เจ้าฮีบรูคนนั้นที่ท่านนำมาให้พวกเราจะเข้ามาหยามข้า) นอกพระคัมภีร์ คนที่เป็นคนที่รู้จักกันในชื่อของฮาบีรูหรืออะพีรู (อาจจะเป็นคำที่โยงถึงคำว่า ฮีบรู) ถูกกล่าวถึงในฐานะของผู้ที่ไม่มีที่ดิน ผู้ที่ต้องพึ่งพาผู้อื่น ผู้อพยพ(ต่างชาติ) ซึ่งเป็นการกล่าวในเชิงชนชั้นทางสังคมมากกว่าที่จะเป็นชนเผ่าใดชนเผ่าหนึ่ง

การที่อับรามสามารถรวบรวมไพร่พลที่ชำนาญศึกที่เกิดในครัวเรือนของเขาได้ 318 คน เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงฐานะอันมั่งคั่งของอับราม คำภาษาฮีบรูว่า “บ่าวไพร่ชำนาญศึก”ที่พบในพระคัมภีร์ ปฐมกาล 14:14>>(14 เมื่ออับรามได้ยินว่าพี่น้องของเขาถูกจับไปเป็นเชลย จึงระดมบ่าวไพร่ชำนาญศึกที่เกิดในครัวเรือนของเขา 318 คน ไล่ตามพวกเขาไปถึงเมืองดาน) คำใกล้เคียงที่ถูกใช้ในที่อื่นๆในเอกสารเก่าแก่โบราณมาก “บ่าวไพร่ชำนาญศึก” แปลว่า“ผู้ติดตามที่ติดอาวุธ” ส่วนเมืองดาน คือ เมืองที่เป็นที่รู้จัก ซึ่งไม่ได้ถูกตั้งชื่อว่า “ดาน” จนกระทั่งสมัยของผู้วินิจฉัย 18:29>> 29 แล้วตั้งชื่อเมืองว่าดานตามชื่อบรรพบุรุษซึ่งเป็นบุตรชายของอิสราเอล แม้ว่าเดิมชื่อเมืองลาอิ) ก่อนหน้านี้ถูกเรียกว่า ลาอิชหรือเลเชม (ดู ผู้วิจฉัย18:7 >>7 ฉะนั้นทั้งห้าคนจึงเดินทางต่อไปจนถึงเมืองลาอิช ) ดังนั้นชื่อเมืองในข้อนี้น่าจะมีการปรับแก้ไขคำใหม่ในภายหลัง

อ่านเพิ่มเติม คนตระกูลดานตั้งถิ่นฐานในลาอิช ใน ผู้วิจฉัย18

หลังจากอับรามทำศึกชนะกษัตริย์เคโดร์ลาโอเมอร์ (แห่งเอลาม) และพันธมิตร (กษัตริย์กลุ่มที่หนึ่ง)

ต่อมากษัตริย์แห่งเมืองโสโดม จึงมาพบกับอับรามที่หุบเขาชาเวห์ (คือ หุบเขากษัตริย์ ใกล้เมืองเยรูซาเล็ม) และกษัตริย์เมลคีเซเดค (แห่งซาเล็ม) ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าสูงสุด ได้นำอาหาร เหล้าองุ่น และอวยพรให้อับราม ว่า

 

19“ขอให้อับรามได้รับพรจากพระเจ้าสูงสุด

พระผู้สร้างสวรรค์และโลก

20 สาธุการแด่พระเจ้าผู้สูงสุด

ผู้ทรงมอบศัตรูทั้งหลายไว้ในมือของท่าน”

แล้วอับรามจึงมอบหนึ่งในสิบของทุกสิ่งที่ริบมาแด่เมลคีเซเดค

ในสมัยโบราณโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ไม่ใช่อิสราเอล บ่อยครั้งที่คนๆ เดียวกัน ทำหน้าที่ทั้งกษัตริย์และปุโรหิต

เมลคีเซเดค แปลว่า “กษัตริย์ของข้า เป็นผู้ชอบธรรม” หรือ “กษัตริย์แห่งความชอบธรรม”

(ใน ฮิบรู 7:2 >>> 2 อับราฮัมได้ถวายหนึ่งในสิบจากของทั้งหมดแด่เมลคีเซเดค ประการแรกพระนามเมลคีเซเดคมีความหมายว่า “กษัตริย์แห่งความชอบธรรม” และประการต่อมา “กษัตริย์แห่งซาเลม” ก็หมายถึง “กษัตริย์แห่งสันติสุข”)

ซาเลม คือ ชื่อย่อของ เยลูซาเล็ม (สดุดี 76:2 >>2 ที่ประทับของพระองค์อยู่ในซาเลมที่สถิตของพระองค์อยู่ในศิโยน)

“อาหารและเหล้าองุ่น” แปลตรงตัวว่า “ขนมปังและเหล้าองุ่น” ซึ่งเป็นอาหารปกติและธรรมดา (ผู้วินิจฉัย 19:19 >>19 เรามีทั้งฟางและหญ้าสำหรับลา และขนมปังกับเหล้าองุ่นสำหรับผู้รับใช้ของท่านคือตัวข้าพเจ้า ภรรยา และคนรับใช้ พวกเราไม่ขาดสิ่งใด”) ที่ไม่มีทางจะเกี่ยวกับระเบียบพิธีมหาสนิทในพันธสัญญาใหม่ ความสนใจของเมลคีเซเดคต่อกองรบของอับรามที่ประสบความสำเร็จน่าจะเป็นเรื่องของการเมือง และการที่พระองค์ฉลองชัยชนะของอับรามด้วยอาหารและเครื่องดื่ม และการอวยพรจากปุโรหิตนั้น ได้สร้างการยอมรับว่า อับราม เป็นชายที่ถูกนับรวมอยู่ในบรรดาเรื่องราวของกษัตริย์

21 กษัตริย์แห่งโสโดมกล่าวกับอับรามว่า “ขอมอบประชาชนคืนให้เรา ส่วนข้าวของนั้น ท่านจงเก็บไว้เองเถิด”

22 แต่อับรามตอบกษัตริย์แห่งโสโดมว่า “ข้าพเจ้าได้ยกมือขึ้นสาบานต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าสูงสุด พระผู้สร้างสวรรค์และโลกไว้ว่า 23 ข้าพเจ้าจะไม่รับสิ่งใดๆ ที่เป็นของท่าน แม้แต่ด้ายหรือสายรัดรองเท้าสักเส้นเดียว เพื่อท่านจะไม่สามารถพูดได้เลยว่า ‘เราทำให้อับรามร่ำรวย’ 24 ข้าพเจ้าไม่ขอรับสิ่งใดเว้นแต่เสบียงที่คนของข้าพเจ้าได้รับประทานไป กับส่วนแบ่งสำหรับอาเนอร์ เอชโคล์ และมัมเรซึ่งไปกับข้าพเจ้า ให้เขารับส่วนแบ่งของเขาเถิด”

หมายเหตุ ในสมัยโบราณการยกมือสาบานถือเป็นการปฎิบัติตามมาตราฐานในสมัยนั้น

คำว่า “พระเจ้าสูงสุด”  “พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์” และ “พระผู้สร้างโลก” บ่อยครั้งใช้กับหัวหน้าเทพเจ้าของชาวคานาอันในสมัยโบราณ แต่ส่วนของอับรามเป็นการยืนยันถึงพระเจ้าเที่ยงแท้หนึ่งเดียว โดยดูจากคำว่า “พระเจ้าสูงสุด” ที่เมลคีเซเดค ใช้กับคำว่า “พระยาเวห์”

อับรามจึงมอบหนึ่งในสิบของทุกสิ่งที่ริบมา หนึ่งในสิบนี้เป็นส่วนของกษัตริย์

(1 ซามูเอล 8:15, 17 >>15 เขาจะยึดหนึ่งในสิบของพืชผลและเหล้าองุ่นของท่านไปแจกจ่ายให้บรรดาข้าราชบริพาร 17 เขาจะเรียกเอาหนึ่งในสิบจากฝูงสัตว์เลี้ยงของท่าน และท่านเองจะตกเป็นทาสของเขา ) อับรามตอบสนองการกระทำของเมลคีเซเดคด้วยการแสดงว่า เขาได้ตระหนักถึงความเป็นกษัตริย์แห่งซาเลมของเมลคีเซเดคด้วยเช่นกัน โดยการให้หนึ่งในสิบแก่พระองค์ ในเวลาเดียวกันการตระหนักว่า คำอวยพรของเมลคีเซเดค เป็นคำอวยพรจากองค์พระผู้เป็นเจ้านั้น สิบลดของอับรามที่ให้แก่เมลคีเซเดค ได้ประกาศว่า เขาจะไม่เป็นหนี้กษัตริย์องค์ใด ยกเว้น องค์พระผู้เป็นเจ้า เท่านั้น

(23 ข้าพเจ้าจะไม่รับสิ่งใดๆ ที่เป็นของท่าน แม้แต่ด้ายหรือสายรัดรองเท้าสักเส้นเดียว เพื่อท่านจะไม่สามารถพูดได้เลยว่า ‘เราทำให้อับรามร่ำรวย’)

ในเวลาต่อมาเมลคีเซเดค ถูกพูดถึงว่า เป็นแบบหรือเป็นการคาดการณ์ถึงพระเยซู “มหาปุโรหิตผู้ยิ่งใหญ่” ของเรา (ฮิบรู 4:14 >>14 เหตุฉะนั้นในเมื่อเรามีมหาปุโรหิตผู้ยิ่งใหญ่ผู้ทรงผ่านฟ้าสวรรค์[e]แล้วคือพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ก็ให้เรายึดมั่นในความเชื่อที่เราได้ประกาศรับไว้)

ดังนั้น พระเยซูจึงเป็น “ปุโรหิตตามแบบของเมลคีเซเดค ไม่ใช่ตามแบบของอาโรน” (ฮิบรู 7:11 >>11 หากมนุษย์มาถึงความครบถ้วนบริบูรณ์ในพระเจ้าได้โดยทางระบอบปุโรหิตตามแบบของเลวีแล้ว (เพราะโดยพื้นฐานของระบอบนี้บทบัญญัติจึงมีมาถึงเหล่าประชากร) ทำไมยังต้องมีปุโรหิตอีกผู้หนึ่งซึ่งเป็นปุโรหิตตามแบบของเมลคีเซเดค ไม่ใช่ตามแบบของอาโรน?)

( สดุดี 110:4 >>4 องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงปฏิญาณแล้ว และจะไม่ทรงเปลี่ยนพระทัยคือ

“เจ้าเป็นปุโรหิตชั่วนิรันดร์ตามแบบของเมลคีเซเดค”

อับรามปฏิเสธที่จะให้ตัวเองต้องผูดมัดกับใคร ยกเว้นแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าเพียงผู้เดียว แต่หากเขาไม่ได้ทำเช่นนี้ กษัตริย์ชาวคานาอันอาจจะอ้างสิทธิความเป็นกษัตริย์เหนืออับรามในภายหลังได้

**************************

ดังนั้น อับรามถวายสิบลดแก่กษัตริย์เมลคีเซเดค  เพื่อเป็นการไม่เป็นหนี้กับใคร ยกเว้น องค์พระผู้เป็นเจ้า เท่านั้น   

อับรามได้แสดงให้เห็นว่าเขาได้ยอมรับเมลคีเซเดคเป็นปุโรหิตฝ่ายจิตวิญญาณที่อยู่สูงกว่าเขา

อับราม เสนอการถวายสิบลดด้วยตนเอง เมลคีเซเดคไม่ได้บังคับ หรือ ร้องขออะไรจากอับราม แต่เมลคีเซเดคเป็นฝ่ายที่เสนอมอบอาหารและเหล้าองุ่นแก่อับราม และจะยกทรัพย์สินให้อับรามด้วย

อับรามได้ถวายสิบลดแก่พระเจ้า (โดยผ่านเมลคีเซเดค) เพื่อเป็นการขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้เขาเอาชนะศัตรูและสามารถนำเอาทรัพย์สินกลับคืนมาได้ทั้งหมด เขาจึงขอบคุณพระเจ้าที่ได้ให้ชัยชนะแก่เขา ถึงแม้ว่าเมลคีเซเดคจะมอบทรัพย์สินสิ่งของให้อับราม แต่อับรามกลับมอบสิบลดคืนแก่เมลคีเซเดค เพราะเขาตระหนักว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมาจากพระเจ้า

ปุโรหิตของพระเจ้าผู้สูงสุด ในพันธสัญญาเดิม คือ เมลคีเซเดค

ปุโรหิตของพระเจ้าผู้สูงสุด ในพันธสัญญาใหม่ คือ พระเยซู

***************************

อ่าน ฮีบรู 7 เพิ่มเติม

7 เมลคีเซเดคผู้นี้ทรงเป็นกษัตริย์เมืองซาเลมและเป็นปุโรหิตของพระเจ้าผู้สูงสุด พระองค์ได้ทรงพบอับราฮัมและให้พรเขาหลังจากเขากลับจากการรบชนะเหล่ากษัตริย์ 2 อับราฮัมได้ถวายหนึ่งในสิบจากของทั้งหมดแด่เมลคีเซเดค ประการแรกพระนามเมลคีเซเดคมีความหมายว่า “กษัตริย์แห่งความชอบธรรม” และประการต่อมา “กษัตริย์แห่งซาเลม” ก็หมายถึง “กษัตริย์แห่งสันติสุข” 3 ไม่มีบันทึกว่าใครเป็นบิดามารดา ไม่มีบันทึกลำดับวงศ์ตระกูล ไม่มีบันทึกวันเริ่มต้นหรือวันสิ้นสุดชีวิต เมลคีเซเดคทรงเป็นปุโรหิตตลอดกาลเหมือนพระบุตรของพระเจ้า

4 คิดดูเถิดเมลคีเซเดคทรงยิ่งใหญ่เพียงใด ที่แม้แต่อับราฮัมบรรพบุรุษของเรายังได้ถวายหนึ่งในสิบจากของที่ริบมาได้แด่พระองค์! 5 บทบัญญัติระบุให้วงศ์วานเลวีผู้เป็นปุโรหิตนั้นรับสิบลดจากประชาชน นั่นคือจากพี่น้องของเขา ถึงแม้ว่าพี่น้องของเขาจะสืบเชื้อสายจากอับราฮัม 6 ส่วนเมลคีเซเดคนี้ไม่ได้สืบเชื้อสายจากเลวี แต่ก็รับสิบลดจากอับราฮัมและอวยพรให้เขาผู้ได้รับพระสัญญา 7 ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้ใหญ่ย่อมให้พรผู้น้อย 8 ในกรณีหนึ่งผู้รับสิบลดเป็นมนุษย์ซึ่งต้องตาย ส่วนอีกกรณีหนึ่งผู้รับสิบลดคือผู้ที่ได้รับการประกาศว่าทรงพระชนม์อยู่ 9 อาจกล่าวได้ว่าเลวีผู้รับสิบลดนั้นได้ถวายสิบลดผ่านทางอับราฮัม 10 เพราะเมื่อเมลคีเซเดคได้พบกับอับราฮัมนั้น เลวียังอยู่ในกายของอับราฮัมบรรพบุรุษของเขา

**********

การถวายสิบลด ตอนที่ 1