เริ่มต้นเพาะเมล็ดพันธุ์การอ่านให้ลูก

reading2

เริ่มต้นเพาะเมล็ดพันธุ์การอ่านให้ลูก

โดย dekhomeschool

เคยสังเกตุไหมคะว่า ลูกเราอ่านหนังสือมากน้อยแค่ไหน วันละกี่หน้า วันละกี่นาที วันละกี่ชั่วโมง อ่านหนังสือแบบจริงจัง อ่านหนังสือนอกเวลา อ่านหนังสือภาพ อ่านนิทาน อ่านหนังสือความรู้

จากสถิติ เมื่อปี 2558 เกิด วาทกรรม “คนไทยอ่านหนังสือ ปีละ 8 บรรทัด” คนไทยอ่านหนังสือกันน้อยมาก แต่ผลสำรวจใหม่บอกว่า คนไทยเริ่มอ่านหนังสือมากขึ้นเฉลีย 66 นาทีต่อวัน  

วันนี้แอดมิน ต้องการจะเจาะประเด็นเรื่องการอ่านของเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปี

ในปี 2554 มีเด็กเล็กอายุไม่เกิน 6 ปี อ่านหนังสือ 2.7 ล้านคน ไม่อ่านหนังสือ 1.8 ล้านคน เฉลี่ยระยะเวลาอ่านหนังสือ วันละ 26 นาที ในปี 2556 ใช้เวลาอ่านเพิ่มขึ้นมาหน่อยนึง เป็น 27นาที ต่อวัน และในปี 2558 เพิ่มขึ้นเป็น 34 นาทีต่อวัน และคาดว่าจะมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่มากขึ้นอย่างช้าๆ

อะไรเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เด็กเล็กไม่เกิน 6 ปี อ่านหนังสือมากขึ้น

นั่นคือ  พ่อ-แม่

พ่อ-แม่ เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เด็กเล็กรักการอ่านหนังสือมากขึ้น

ในเด็กเล็กการอ่านหนังสือพร้อมกับพ่อ-แม่ จะช่วยฝึกทักษะการฟัง การออกเสียงที่ถูกต้อง และเสริม     พื้นฐานการอ่านในอนาคต ในระดับเด็กอนุบาล ถ้าจะจัดระดับการอ่านที่ได้มาตรฐาน ต้องอ่านให้ได้

วันละ 20 นาที และต้องผ่านการอ่านและเขียนมาอย่างน้อย 600 ชั่วโมง

การอ่านที่ได้ผล คือ เราต้องฝึกให้ลูกอ่านเป็นนิสัย จัดเวลาอ่านตามตารางเวลาแล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละครอบครัว หรือถ้าอ่านนิทานกับลูกก่อนนอนทุกวัน ก็จะสร้างนิสัยการอ่านได้เช่นกัน

พ่อ-แม่ คือผู้เพาะเมล็ดพันธุ์นักอ่านตัวน้อยให้กับโลกใบนี้

นอกจากการอ่านพร้อมลูกจะช่วยเปิดโลกทัศน์ให้ลูก การอ่านพร้อมลูกยังสร้างสัมพันธ์ในครอบครัว พ่อ-แม่ ที่อ่านหนังสือกับลูกบ่อยๆ จะได้เห็นพัฒนาการของลูก และรู้ว่าลูกชอบอ่านอะไร ไม่ชอบอ่านอะไร และถือโอกาสนี้อธิบายและสอนเกร็ดความรู้เพิ่มเติมได้ด้วย

แต่ถ้า พ่อ-แม่ มองว่า ลูกยังเล็กเกินไป เดี๋ยวค่อยสอนอ่านตอนโต …..จะดีกว่าไหมคะ ถ้าเราเริ่มกันตั้งแต่วันนี้เลย

แล้ว ปัจจัยอะไรที่ทำให้เด็กไม่ชอบค่อยอ่านหนังสือ

  1. ชอบดูโทรทัศน์มากกว่า
  2. อ่านหนังสือไม่ออก
  3. ไม่มีเวลาอ่าน
  4. สายตาไม่ดี
  5. ไม่ชอบและไม่สนใจ

บันทึก

จากสถิติการอ่านของประชากรจาก 61 ประเทศทั่วโลก พบว่า

ประเทศฟินแลนด์ ได้ครองแชมป์อ่านหนังสือมากที่สุดในโลก เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับการอ่าน

รองลงมาคือ ไอซ์แลนด์ เดนมาร์ค สวีเดน นิวซีแลนด์

ประเทศอเมริกา อยู่อันดับที่ 11 เพราะประชากรอ่านหนังสือน้อยลง

อังกฤษ อยู่ที่อันดับ 14  

ฝรั่งเศสอันดับที่ 17

 อิตาลี อันดับที่ 24

กาต้าร์อันดับที่ 55

ส่วนประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 56

แต่ถ้านับรวม 209 ประเทศ ประเทศไทยก็ยังถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆ

 

แต่ถ้ามาดูสถิติการอ่านหนังสือในแถบเอเชียด้วยกัน

ประเทศสิงคฺโปร์จะอยู่ลำดับที่ 1 ประชากรอ่านหนังสือ ปีละ 40-50เล่ม/ปี/คน นับว่ามากทีเดียว

เกาหลีใต้อยู่อันดับ 2

ญี่ปุ่นอยู่อันดับ 4

จีน อยู่อันดับ 5  

ส่วนประเทสไทย เขาว่ากันว่า อ่าน 5 เล่ม/ปี/คน

(สถิติข้างบน คือ สถิติการอ่าน ไม่ใช่ สถิติการรู้หนังสือ)

 

ถ้าเทียบตามอายุเด็กไทย พบว่า เด็กเล็กอายุไม่เกิน 6 ปี อ่านหนังสือมากกว่าใคร

การปลูกฝังให้รักการอ่านตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นเรื่องที่จำเป็นที่ พ่อ-แม่ ควรให้การสนับสนุนอย่างมาก

 

เรามาเริ่มเพาะเมล็ดพันธุ์การอ่านให้ลูกกันดีกว่าค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง:

1. matichon.co.th/news/89757

2.สำนักงานอุทยานการเรียนรู้

3.สำนักงานสถิติแห่งชาติ

4. campus.sanook.com/1371153/

Posted in Home Room

โฮมสคูลคือแนวทางการสอนที่ฉลาดที่สุดใน ศตวรรษที่ 21

reading

ผู้เขียน: คริส เวลเลอร์

มีคุณแม่ท่านหนึ่ง ชื่อ อลิสัน เดวิส อาศัยอยู่ที่เมือง Williamstown, รัฐ New Jersey ได้พูดถึงการจัดการสอนให้ลูก 2 คนที่บ้าน เธอบอกว่า “โฮมสคูลไม่ใช่ทางเลือกที่แปลกประหลาดไปจากการเรียนที่โรงเรียนปกติ”

“คุณจะไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในบรรยากาศที่ต้องทำงานกับเพื่อนที่จบจากโรงเรียนเดียวกันและอายุเท่ากัน ในความเห็นของฉัน สภาพบรรยากาศการเรียนในโรงเรียนไม่ใช่โลกแห่งความจริงเลย”

คุณเดวิส รู้สึกพอใจที่ไม่ต้องให้ลูกๆ เข้าเรียนในโรงเรียนรัฐและโรงเรียนเอกชนที่แต่ละปีจะต้องอยู่ร่วมกันกับผู้ปกครองที่ค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นทุกๆปีทั่วสหรัฐอเมริกา ข้อมูลล่าสุด ที่จัดทำโดยกระทรวงศึกษาธิการพบว่าการศึกษาเองที่บ้านได้เติบโตขึ้น 61.8% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเป็นจำนวนสูงถึง2 ล้านคน – 4% ของประชากรเป็นวัยรุ่นทั้งหมด – รู้สึกสะดวกสบายที่เรียนเองที่บ้าน

เคยมีความเชื่อที่ว่า ระบบโฮมสคูลกำลังผลิตเด็กที่ต่อต้านสังคม หรือ ปลีกวิเวกจากสังคม แต่ตรงกันข้าม เด็กบางส่วนที่สามารถปรับตัวได้ดีในการเรียนเองที่บ้านก็ประสบความสำเร็จในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ที่โต๊ะกินข้าวในครัว ไม่ใช่ที่โต๊ะในห้องเรียน มีการวิจัยว่า การเรียนเองที่บ้านฝึกฝนให้เด็กมีความรับผิดชอบและเป็นวิธีการศึกษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดใน ศตวรรษที่ 21 ก็ว่าได้

การปรับเปลี่ยนเป็นเรื่องสำคัญ

คุณครู เคน โรบินสัน ได้เขียนหนังสือชื่อ “Creative Schools: The Grassroots Revolution That’s Transforming Education” ในปี 2015  เน้นย้ำว่านักเรียนเรียนรู้ดีที่สุดในระดับที่ตัวเองพอใจและในสิ่งที่พอใจ “นักเรียนแต่ละคนมีความหวัง มีพรสวรรค์ มีความวิตกกังวล มีความกลัว มีความปรารถนา และมีแรงบันดาลใจ ไม่เหมือนกัน”  การมีส่วนร่วมกับพวกเขาในฐานะคนคนหนึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับความสำเร็จ”

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ชี้นำไปที่ระบบการเรียนโฮมสคูล แต่เขาอาจจะกำลังพูดถึงอยู่ก็ได้ รูปแบบการศึกษาไม่ได้ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมให้ทุกคนเป็นเหมือนกันหมด

ในขณะที่โรงเรียนปกติพยายามจะปรับแผนการสอนให้เหมาะกับนักเรียนแต่ละคน  คุณครูมักจะสอนจบที่ระดับกลาง เพราะว่ามีนักเรียนหลายคนมีระดับความเข้าใจในเนื้อหามีไม่เท่ากัน คุณครูก็เลยให้ความรู้ ไม่ตรงกับความต้องการของนักเรียนแต่ละคน “การเรียนเองที่บ้านจึงถูกออกแบบมา เพื่อนักเรียนแต่ละคน”

คุณเดวิส เล่าให้ฟังว่า “ลุค” ลูกชายของเธอมีปัญหาเรื่องการอ่าน จนถึง เกรด 2 ลูกก็รู้สึกว่า ไม่สนุกและเริ่มรู้สึกว่าเกินจะรับได้ ถ้าอยู่ในโรงเรียนครูอาจไม่สามารถใช้เวลาที่จำเป็นเพื่อช่วยนักเรียนเพียงคนเดียว ให้อ่านได้คล่องแคล่ว เพราะมีเด็กนักเรียนอีก 20 คน ที่ครูต้องเป็นห่วงอีก

“ฉันสามารถให้เวลากับลูกมากเป็นพิเศษ”  ช่วงเวลาที่อ่านหนังสือด้วยกัน มันมากกว่าการสอนอ่านอย่างเดียว แต่เป็นเวลาสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นแบบ ลูก-แม่ กับ  แม่-ลูก บางสิ่งบางอย่างที่โรงเรียนแข่งขันไม่ได้ “ตอนนี้ลูกชายฉัน จะจมปลักอยู่กับการอ่านเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์หรือน้อยกว่า”

จากการศึกษาผลกระทบมาระยะหนึ่ง พบว่า ใน ปี 2009 มีเด็กโฮมสคูลผ่านเกณฑ์การสอบระดับมาตรฐาน ได้คะแนนเฉลี่ย 86 เปอร์เซ็นต์ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในขณะที่มีปัจจัยกระทบจากระดับรายได้ของพ่อแม่ จำนวนการศึกษา จำนวนหน่วยกิตที่สอน และกฏระเบียบของรัฐ การวิจัยยังชี้ให้เห็นว่ามีจำนวนเด็กที่เรียนเองที่บ้านสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้มากขึ้นและผลการเรียนดีมากหลังจากเข้าเรียนไปแล้ว
ไม่, โฮมสกูลไม่สร้างคนสันโดษ

รูปแบบที่ใหญ่ที่สุดของระบบโฮมสคูลคือการเรียนการสอนแบบตัวต่อตัว  ทำให้เด็ก ๆ ต้องออกจากสังคมที่เด็กต้องการเจริญเติบโต ใครบอกล่ะ เด็กในระบบโฮมสคูล ก็ชอบเล่นฟุตบอลในทีมและทำรายงานกลุ่มได้เหมือนกับนักเรียนคนอื่น ๆทั่วไปนะ

ครอบครัวของคุณเดวิส มีส่วนร่วมกับคริสตจักรแถวๆบ้าน  ดังนั้น “ลุค” และพี่สาวของเขา “อาแมนด้า” จึงมีเพื่อนในคณะนักร้องประสานเสียง พวกเขาทั้งสองเล่นเครื่องดนตรีได้ จึงมีเพื่อนในวงออเคสตร้าที่เรียนโฮมสคูลเหมือนกัน พวกเขาจะเกาะกลุ่มในโซนของเด็ก  อแมนดามีเพื่อนทางจดหมายที่อาศัยอยู่ในรัฐแอริโซนา พวกเขาได้เติบโตขึ้นอย่างสวยงามตามวัยเด็กเหมือนเด็กทั่วๆไป

การไม่ต้องไปโรงเรียน เด็กๆจะสนุกมาก เพราะการที่พวกเขาพลาดบางอย่างที่เกิดขึ้นในโรงเรียน เช่น การถูกเพื่อนล้อเลียนชื่อ การถูกกลั่นแกล้งทางจิตใจจากเพือ่นๆที่โรงเรียน บางครั้ง อาแมนด้า เห็นว่ามีเด็กบางคนแอบอิจฉาที่ พี่น้องคู่นี้เรียนที่บ้านและไม่ต้องไปวุ่นวายกับการถูกแบ่งชนชั้นในโรงเรียน
“พวกเขาบอกว่า ….โอว…ฉันอยากจะเรียนที่บ้านจัง” เธอกล่าว “ฉันรู้สึกประหลาดใจมาก”

แน่นอนว่า พ่อแม่บางคนกำลังประสบปัญหาในการพยายามที่จะให้ลูกมีเพื่อน

เมื่อต้นปีที่แล้วผมได้ให้สัมภาษณ์เด็กที่ฉลาดสุดโต่งคนหนึ่ง ชื่อ อะคาช อายุ 7 ปี อาศัยอยู่ใน San Angelo รัฐ Texas  เขาเรียนหนังสือที่บ้านเพราะนักจิตวิทยาเด็กที่ศึกษาเขาตอนที่เขาเป็นเด็กวัยหัดเดินบอกพ่อแม่ของเขาว่าอาจเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด  (แอดมิน->  อะคาช เป็นเด็กอัจฉริยะ อ่านหนังสือและแข่งขันสะกดคำศัพท์ระดับประเทศตั้งแต่อายุ 2 ขวบ)

เพื่อนที่ดีที่สุดของ อะคาช- อาจจะเป็นเพื่อนคนเดียวของเขา – คือพี่สาวของเขา แอริต้า เด็กส่วนใหญ่ในชุมชนเด็กบ้านเรียนละแวกใกล้เคียงของเขามีอายุมากเกินไปหรือแตกต่างกันมากเกินไปที่พ่อแม่ของเขาจะนัดหมายให้มาเล่นด้วยกันได้ ถึงแม้ว่า อะคาช จะเด๋อด๋าและชอบออกสังคมก็ตาม

เด็ก ๆ ที่ติดขัดเรื่องการเรียน มักจะถูกแนะนำให้เรียนทางอินเทอร์เน็ตเพื่อความเข้่าใจง่ายขึ้น จากการสำรวจของ Pew เมื่อปีที่แล้วพบว่า 55% ของวัยรุ่นกล่าวว่าพวกเขามักใช้เวลากับเพื่อนออนไลน์หรือผ่านสื่อสังคมออนไลน์และ 45% กล่าวว่าพวกเขาพบกันผ่านทางกีฬาหลักสูตรพิเศษหรืองานอดิเรกซึ่งแสดงให้เห็นว่าห้องเรียนไม่ได้เป็นเพียงวิธีเดียวเท่านั้น ที่เป็นหนทางทำความรู้จักกับเพื่อน.

 

โรงเรียนคือการทำงานหนักมากเกินไป

การเรียนในโรงเรียนทำให้เด็กเกิดความเครียด เราคาดหวังว่าโรงเรียนจะช่วยให้เด็ก ๆ กลายเป็นคนเก่ง และไม่ต่อต้านสังคม มีร่างกายที่แข็งแรง แต่ไม่โง่  สามารถพึ่งพาตนเองได้ รู้จักการให้ความร่วมมือและเตรียมพร้อมเพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยด้วย

ได้มีการถกประเด็นว่า พวกเขาได้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการหรือยัง การสำรวจนักเรียนมัธยมจำนวน 165,000 คนพบว่ามีนักเรียนน้อยกว่าครึ่งที่เตรียมตัวสำหรับการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยและอื่น ๆ

บางทีนั่นอาจเป็นเพราะการให้งานนักเรียนล้นมือจะทำให้งานออกมาดีเลิศ และทำให้พ่อแม่พอใจ บางทีครอบครัวของคุณเดวิส ได้ค้นพบความสำเร็จเกี่ยวกับลูกๆของเธอ ลุคและอแมนดาเพราะเธอสามารถปลีกเวลากับงานยุ่งและข้อห้ามต่างๆ ได้ โดยเน้นที่เด็ก ๆ ต้องการอะไร

“โรงเรียนต้องเอาบรรดาข้อสอบต่างๆ หลักสูตรต่างๆ  และวิชาเลือกทั้งหมดเหล่านี้มาใช้ในโลกแห่งความเป็นจริงได้” เธอกล่าว “แต่สิ่งนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เว้นแต่ว่าคุณจะมีชีวิตอยู่จริง”

 

ต้นฉบับ: http://www.businessinsider.com/why-kids-should-get-homeschooled-2016-8

แปลไทย: ป้านกฮูก