Posted in Home Room

ความแตกต่างทางการศึกษาอันทรงพลังของชาวโฮมสคูลทั่วโลก

FxCam_1370679993011

ความแตกต่างทางการศึกษาอันทรงพลังของชาวโฮมสคูลทั่วโลก

By Dekhomeschool

ถึงแม้ว่าชาวโฮมสคูลจะมีแค่จำนวนตัวเลขเล็กน้อยในสังคมปัจจุบัน แต่พวกเขาก็มีจุดแข็งจากความหลากหลายที่เด่นชัด ความแตกต่างนี่แหละที่ทำให้หลายๆคนประหลาดใจมานักต่อนัก(แม้แต่คนในครอบครัวโฮมสคูล) เมื่อมารู้จักตัวตนจริงๆ ของครอบครัวโฮมสคูล (จากหลายเหตุผลที่ได้เข้ามาสัมผัส)

กลุ่มครอบครัวโฮมสคูลมีหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็น ชาวคริสเตียน ชาวมุสลิม ชาวยิว ฃาวอเทวนิยม (ผู้ที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่มีอยุ่จริง) ชาวอัฟริกัน-อเมริกัน ชาวยุโรป-อเมริกัน ครอบครัวชนชั้นกลาง ครอบครัวที่มีรายได้น้อย ครอบครัวที่อาศัยตามชานเมืองและชนบท แต่จำนวนเด็กที่เรียนเองที่บ้านก็ยังน้อยกว่าจำนวนนักเรียนที่เข้าโรงเรียนเอกชน

มีสิ่งเดียวที่ครอบครัวโฮมสคูลทำเหมือนกัน คือ เลือกหลักสูตรและจัดการศึกษาให้ลูกได้เรียนเองที่บ้าน การเลือกการศึกษาตามความถนัดของลูกเป็นสิ่งที่น่ายินดีมากเมื่อเห็นว่าการศึกษาทางเลือกแบบนี้ประสบความสำเร็จ

เมื่อมีครอบครัวโฮมคูลเกิดขึ้นใหม่ พวกเขาก็จะทำให้การศึกษาโฮมสคูลเป็นที่ยอมรับในสายตาคนทั่วไป ยิ่งมีคนรู้จักกับครอบครัวโอมสคูลเป้นการส่วนตัว พวกเขาก็จะมองครอบครัวโฮมสคูลว่า การเรียนโฮมสคูลไม่ได้แตกต่างจากที่พวกเขาเลยและถูกมองว่าเป็นการเรียนปกติ

ในประเทศสหรัฐอเมริกา สมัยเมื่อโฮมสคูลเริ่มมีจำนวนมากขึ้น ครอบครัวโฮมสคูลต้องการให้การศึกษาเองที่บ้านเทียบเท่ากับการศึกษาในระบบ พวกเขาจึงคิดค้นระบบการสอบ และจัดการสอบที่เทียบเท่ากับการสอบระดับประเทส

เมื่อพ่อแม่ไว้วางใจให้เด็กๆ ไปโรงเรียน พวกเขาก็ยกเลิกการควบคุมลูกๆ ไม่ใช่เพียงแค่ 6 ชั่วโมงที่ลูกอยู่ในโรงเรียน บางโรงเรียนลูกต้องอยู่ที่นั่นมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน ลูกจะต้องเรียนวิชาอะไรบ้าง ลูกจะถูกสอนให้เรียนแต่ละวิชาอย่างไร ลูกจะตั้งใจเรียนและเข้าใจบทเรียนมากแค่ไหน และลูกจะต้องทำการสอบบ่อยแค่ไหน ผลคะแนนสอบจะออกมาเป็นยังไง ลูกมีความกระตือรือร้นในการเรียนหรือไม่ หรือลูกท้อแท้ในการเรียนหรือไม่ ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นได้ พ่อ-แม่ ไม่สามารถเข้ามาดูแลรับผิดชอบได้เลยเมื่อลูกนั่งอยู่ในห้องเรียน พ่อ-แม่ก็จะคิดว่า แล้วแต่เวรแต่กรรมของลูก นี่คือการศึกษาที่ลูกสมควรได้รับ

ด้วยความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมในหลายๆ ประเทศ การจัดการเรียนแบบโฮมสคูลในอเมริกาได้ส่งผลกระทบต่ออีกซีกโลกที่เหลือ เพราะอเมริกาได้ใช้เวลาอย่างมากในการทำให้ระบบการศึกษาแบบโฮมสคูลเป็นที่เข้าใจและถูกยอมรับ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ อาจจะใช้เวลาที่สั้นกว่าและง่ายกว่าโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาองค์กรใดๆ ช่วยทำความเข้าใจ และในบางประเทศก็ยังไม่ค่อยเข้าใจระบบการศึกษาทางเลือกแบบนี้

การศึกษาโฮมสคูลในประเทศอังกฤษ ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนมาก่อนหน้านี้หลายปีก่อน การถูกยอมรับในประเทศอังกฤษเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่าในประเทศอเมริกา ฉะนั้นในประเทศอังกฤษ การทำโฮมสคูลจึงเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ถ้าเด็กไม่ได้เข้าโรงเรียน พ่อ-แม่ไม่ต้องแจ้งรัฐบาลว่าพวกเขาจัดการศึกษาแบบโฮมสคูล การแจ้งต่อรัฐบาลจะทำก็ต่อเมื่อลูกลาออกจากโรงเรียนในระบบสู่ระบบโฮมสคูล ด้วยเหตุนี้ จำนวนตัวเลขของครอบครัวโฮมสคูลในอังกฤษจึงเพิ่มมากขึ้น จากเดิม 7,400 คน เป็น 150,000 คน (ข้อมูลจาก Great Market in Home Education)

ประเทศต่อไปนี้ เป็นประเทศที่อนุญาตให้มีการศึกษาโฮมสคูล ;

United States of America, United Kingdom, Belgium, Denmark, Ireland, France, Italy, Luxembourg, Norway, Portugal, Sweden, Parts of Switzerland, และ Austria ปัจจุบันได้รับการยอมรับระบบโฮมสคูลแล้ว)

ประเทศอื่นๆ ที่อาจจะไม่ได้ยอมรับระบบโฮมสคูลอย่างเป็นทางการ แต่ต้องขออนุญาตเป็นรายบุคคล เช่น  Spain, Greece, Parts of Switzerland, the Netherlands, and Germany

การศึกษาโฮมสคูลจะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาในแต่ละประเทศ ในบางประเทศถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เช่น ประเทศ Brazil  ในขณะที่บางประเทศบรรจุระบบโฮมสคูลเข้าในบทบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เช่น United States of America, Australia, Canada

แต่ในประเทศญี่ปุ่น กำลังอยู่ในระหว่างพิจารณา และกฎหมายยังเกี่ยวกับการศึกษาระบบโฮมสคูลยังคลุมเครือ ไม่ชัดเจนแฉกเช่นเดียวกับในอเมริกายุคเริ่มต้น

 

#Dekhomeschool

Posted in Home Room

จำนวนเด็กโฮมสคูลในประเทศสหรัฐอเมริกา อดีตถึงปัจจุบัน

#จำนวนเด็กโฮมสคูลในประเทศสหรัฐอเมริกา อดีตถึงปัจจุบัน

homeschooler in us

สมัยก่อน การจัดการสอนแบบบ้านเรียนยังไม่เป็นที่แพร่หลายและเป็นที่ยอมรับมากนัก จากสถิติตัวเลขของ สำนักงานสถิติการศึกษาแห่งชาติ ในปี 2003 รายงานว่า มีเด็กบ้านเรียนจำนวน 1.1 ล้านคน คิดเป็น 2.2 เปอร์เซ็นต์ ของเด็กที่มีอายุเกณฑ์เข้าเรียนทั้งหมด ในขณะที่ กรมสำรวจสำมะโนประชากรของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แจ้งว่ามีเด็กบ้านเรียนในปีเดียวกันนั้นถึง 2 ล้านคน ด้วยตัวเลขที่เติบโตขึ้นปีละ 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี นายเคิร์ด โบแมน เจ้าหน้าที่ของกรมสำรวจสำมะโนประชากรได้กล่าวว่า “สถิติตัวเลขของเด็กที่เรียนที่บ้าน ค่อนข้างจะเก็บข้อมูลยาก ขึ้นอยู่กับวิธีการเก้บข้อมูลของแต่ละรัฐ และไม่สามารถบอกถึงจำนวนที่เติบโตขึ้นเร็วมากไปจนถึงปี 1990 ซึ่งการจัดการเรียนเองที่บ้านเป็นทางเลือกสำรองของครอบครัวจำนวนหนึ่งที่ไม่คิดจะส่งลูกเข้าโรงเรียนในระบบ” อย่างไรก็ตาม ในปี 2012 มีจำนวนเด็กบ้านเรียนประมาณ 1.5 ล้านคนในประเทศสหรัฐอเมริกา

ในปี 2013 เด็กอายุระหว่าง 5-17 (รวมทุกรัฐ) จำนวน 54,753,967 แบ่งเป็นเด็กบ้านเรียน จำนวน 1,533,778 คน
ที่รัฐ California มากที่สุด มี 182,978 คน จาก 6,757,361 คน
รองลงมา รัฐ Texas มี 138,608 คน จาก 5,118,771 คน
น้อยสุดคือ รัฐ Connecticut 1,792 คน จาก 600,823 คน

หากเรามัวแต่สนใจสถิติตัวเลขว่ามีจำนวนเด็กบ้านเรียนเท่าไหร่ อาจทำให้เราลืมนึกถึงเรื่องหลักสูตรการเรียนที่ต้องใช้สอน ซึ่งมันสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด คาดการณ์ว่าแนวโน้มการเจริญเติบโตของจำนวนเด็กบ้านเรียน จะยังคงมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ในขณะที่บางครอบครัวอาจไม่แน่ใจว่า ระบบการเรียนเองที่บ้านจะสู้กับ ระบบการเรียนในโรงเรียนได้อย่างไร เพราะสังคมให้การยอมรับเรื่องการศึกษาในระบบ ถ้าลูกได้เข้าโรงเรียนในระบบ ลูกจะได้เข้าทีมเบสบอล และได้ฝึกทำ พายแอปเปิ้ล และถ้าลูกไม่ได้เรียนในโรงเรียน ลูกจะไม่มีการบ้าน ไม่มีใบเกรด ไม่มีกีฬา ซึ่งหมายถึงจะไม่มีหัวข้อไปสนทนากับผู้ปกครองคนอื่นๆ

ที่รัฐ Wisconsin ได้มีพ่อแม่ยื่นเรื่องขอจัดการเรียนเองที่บ้าน ในตอนแรกเริ่ม ปี 1989-1990 มีจำนวนเด็กบ้านเรียน 0.57 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนเด็กที่มีอายุเกณฑ์เข้าเรียน ต่อมาในปี 1999-2000 จำนวนเด็กบ้านเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 1.90 เปอร์เซ็นต์ และตัวเลขได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถึง 2.04 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2002-2003 และจำนวนลดลงมาเหลือ 1.97 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2005-2006 ด้วยเหตุผลบางอย่างที่จำนวนเด็กบ้านเรียนเริ่มลดลง อาจเป็นเพราะครอบครัวมีลูกน้อยลง และบางครอบครัวตัดสินใจไม่มีลูก ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ในอนาคตแนวโน้มที่ผู้ปกครองไม่สามารถส่งลูกเรียนโรงเรียนเอกชน อาจจะหันมาจัดการศึกษาเองที่บ้าน

นั่นเป็นเพราะว่า พ่อแม่บางคนที่มีการศึกษาสูง และพ่อแม่ยุคใหม่ ได้เริ่มหันมาสนใจจัดการเรียนการสอนเองด้วยความเชื่อมั่นว่า การจัดหลักสูตรเองได้ประสิทธิภาพดีเทียบเท่ากับหลักสูตรในโรงเรียน ที่โรงเรียนสอนอะไร เราก็สอนแบบนั้น ที่โรงเรียนใช้หนังสืออะไร เราก็ใช้แบบนั้น เวลาลูกต้องสอบแข่งกับใคร ลูกเรามีความรู้แบบเดียวกับเด็กที่เรียนจากโรงเรียน แต่ข้อดีของการจัดการสอนเองที่บ้านมีมากกว่านั้น ซึ่งดิฉันจะได้กล่าวในบทความต่อไป

โฮมสคูลไม่ใช่ใครทุกคนก็ทำได้ ผู้ปกครองต้องเข้าใจและเคร่งครัดในการจัดการสอนให้สำเร็จ ซึ่งหมายถึงต้องอุทิศเวลาและต้องสร้างสรรค์ มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคุณ ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับลูกคุณ แต่คุณจะได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จแน่นอน ดิฉันรู้สึกขอบคุณพระองค์ทุกๆวัน ที่ให้ดิฉันได้มีความอดทนในการจัดการเรียนให้ลูกๆ และอดทนในการจัดระเบียบวินัยให้ลูกได้ทำตามตารางเรียนอย่างเคร่งครัด ได้ฝึกให้ลูกๆ รู้จักรับผิดชอบและแบ่งเวลาเรียน เล่น กิจกรรม งานช่วยเหลือสังคม มันยากในช่วงแรกๆ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ คุ้มค่ากับการรอคอยค่ะ

#Dekhomeschool

https://www.oknation.net/blog/dekhomeschool

https://www.instagram.com/homeschool_dekhomeschool/

https://tgihomeschool.wordpress.com/

 

Posted in curriculum

หลักสูตรโฮมสคูลและลักษณะการเรียนรู้ในแนวคิดของครอบครัวคริสเตียนโฮมสคูล

dekhomeschool1_low

 

คุณพ่อ-คุณแม่อย่าเพิ่งเครียดนะคะ เมื่อเห็นหัวข้อนี้ บางครอบครัวหนักอกหนักใจ ไม่รู้ว่าจะจัดตำราให้ลูกเรียนแบบไหนดี ดิฉันได้รับจดหมายทางอินบ๊อกซ์บ่อยๆ ขอความเห็นเรื่องการจัดหลักสูตรให้ลูก ว่าควรใช้แบบไหนดี ดิฉันจะขอกล่าวว่า ไม่มีหลักสูตรไหนที่สมบูรณ์แบบที่สุดค่ะ ย้ำนะคะ ไม่มีหลักสูตรไหนที่เลิศเลอเพอร์เฟ็คท์ทุกอย่างค่ะ
บางครอบครัวลงทุนจ่ายค่าตำราพร้อมหลักสูตรด้วยราคาแสนแพง แต่ก็แอบหวั่นใจว่าหนังสือเรียนดีพอกับลูกเราหรือเปล่า บางครอบครัวก็แฮปปี้สุดๆ จ่ายไม่แพงแต่ได้หนังสือเรียนที่เยี่ยมมาก ราคาของหนังสือเรียนแต่ละเล่มไม่ใช่ตัววัดระดับความพอใจในหลักสูตรที่ซื้อมานะคะ
บางครั้งเราอาจจะคิดเข้าข้างตัวเองขึ้นมาว่า ถ้าหนังสือเรียนมีความแตกต่างจากเล่มอื่นๆ ลูกเราก็จะเรียนรู้ได้ดีกว่า บางทีมันไม่ใช่ความผิดของหนังสือเรียนนะคะ เผลอๆ อาจจะทำให้ ความสัมพันธ์แห่งการเรียนรู้สะดุดลงก็ได้ค่ะ
ในแนวคิดของคริสเตียน สิ่งที่สำคัญในการเรียน คือ การสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างคุณกับพระเจ้า ระหว่างลูกกับพระเจ้า ระหว่างคุณกับลูก
คุณอาจจะสอนให้ลูกอ่านจากวิดิโอออนไลน์ หรือ สอนจากบัตรคำศัพทที่ทำขึ้นเอง วิธีการสอนแต่ละแบบที่คุณคิดขึ้นมาเอง หรือหนังสือเรียนที่หาได้ง่ายๆ หรือหลักสูตรที่สั่งจากออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเรียนที่ราคาแพงหรือราคาถูก เด็กๆจะได้เรียนเหมือนกันหมด คือ เรียนการอ่านหนังสือ คำถามคือ คุณได้สื่อสารกับลูกด้วยความรักในขณะที่อ่านหนังสือให้ลูกฟังหรือสอนให้ลูกหัดอ่านหรือเปล่า
คุณได้สร้างบรรยากาศความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความรักหรือเปล่า
ตุณสามารถทำได้ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีการสอนแบบไฮเทค (ใช้คอมพิวเตอร์) หรือจะใช้วิธีการสอนแบบบ้านๆ (แบบโบราณ)
เมื่อเราสอนลูกอยู่ที่บ้านไปนานๆ เรายิ่งรู้ว่ามันไม่เกี่ยวกับการเลือกใช้หลักสูตรแบบไหนกับลูก ความสำเร็จของการเรียนโฮมสคูลคือ การพูดคุย การสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว การแบ่งปัน การสร้างแรงบันดาลใจ และความรัก และที่ขาดไม่ได้คือ ทัศนคติแห่งการเรียนรู้ชีวิต
ถ้าการเรียนโฮมสคูลอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่กล่าวมาข้างต้น จะจัดหลักสูตรการเรียนแบบไหนก็ได้ทั้งนั้นค่ะ

ขอพระเจ้าอวยพรทุกๆครอบครัวนะคะ เอเมน
Source: Home Schooling 101 by Mark and Christine Field